รัฐบาล กับ ประกันภัยพิบัติแห่งชาติ

ดร. รุจิระ บุนนาค

คอลัมน์ แนวหน้าออนไลน์ กฎ กติกา ธุรกิจ

เผยแพร่ : วันศุกร์ที่  18  กันยายน  พ.ศ. 2569

                 ภัยพิบัติทางธรรมชาติในประเทศไทย ไม่ว่าจะเป็นมหาอุทกภัย วาตภัยรุนแรง หรือแผ่นดินไหว ได้แปรสภาพจากเหตุการณ์สุดวิสัย (Force Majeure) มาเป็นความเสี่ยงเชิงระบบที่มีความถี่และความรุนแรง

สูงขึ้นจากความผันผวนของภูมิอากาศโลก

                 ในอดีต รัฐบาลไทยรับมือกับภัยธรรมชาติด้วยแนวทาง “เชิงตั้งรับ”โดยรัฐจ่ายเงินเยียวยาหลังเหตุการณ์ ผ่านการเบิกจ่ายงบกลางหรือเงินทดรองราชการเพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติกรณีฉุกเฉิน ซึ่งมักประสบข้อจำกัดสำคัญ 2 ประการ คือ ความล่าช้าของขั้นตอนราชการ ที่ต้องประกาศให้เป็นพื้นที่ภัยพิบัติ และความไม่แน่นอนของภาระงบประมาณแผ่นดินที่อาจสูงขึ้น

                 การที่คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบในหลักการจัดตั้ง “ระบบประกันภัยพิบัติแห่งชาติ” ซึ่งดูเหมือนเป็นแนวทาง “เชิงรุก” โดยการโอนความเสี่ยง ตามคาดกาณ์ล่วงหน้า อาจถือได้ว่า เป็นจุดเริ่มต้นที่สำคัญในการปฏิรูปวิธีคิดทางการคลัง โดยเปลี่ยนผ่านไปสู่การบริหารความเสี่ยงล่วงหน้า ด้วยการดึงกลไกของตลาดประกันวินาศภัยและตลาดประกันภัยต่อระดับโลก (Reinsurance) เข้ามาช่วยกระจายความเสี่ยงของประเทศ

                   รัฐบาลมีนโยบายจัดสรรงบประมาณชำระเบี้ยประกันภัยประมาณ 15,500 ล้านบาทต่อปี เพื่อสร้างกรอบวงเงินความคุ้มครองรวมทั่วประเทศราว 70,000-75,000 ล้านบาท ครอบคลุมประชาชนประมาณ 30 ล้านครัวเรือน ตามฐานข้อมูลทะเบียนราษฎร์ โดยประชาชนไม่ต้องจ่ายเบี้ยประกันภัยเอง

                    แนวนโยบายนี้ ได้กำหนด ประเภทภัยที่คุ้มครอง มุ่งเน้น 3 ภัยธรรมชาติหลัก ได้แก่ อุทกภัย (น้ำท่วม), วาตภัย (พายุลมแรง), และแผ่นดินไหว กำหนดสิทธิประโยชน์สินไหมด้านทรัพย์สิน กำหนดเพดานสินไหมทดแทนสำหรับที่อยู่อาศัยสูงสุด 100,000 บาท ต่อครั้ง ต่อหลังคาเรือน (ไม่จำกัดจำนวนครั้งต่อปี) โดยออกแบบการจ่ายเป็น 2 ชั้น กล่าวคือ เงินช่วยเหลือเร่งด่วน (Parametric Payout) จ่ายเงินก้อนแรกเมื่อพื้นที่เกิดภัยเข้าเกณฑ์ดัชนีตรวจวัด อุทกภัยจ่าย 10,000 บาท / วาตภัยและแผ่นดินไหวจ่าย 5,000 บาท โอนตรงเข้าบัญชีพร้อมเพย์ภายใน 15 วัน และค่าสินไหมประเมินตามจริง (Indemnity Payout) สำหรับความเสียหายโครงสร้างบ้านเรือนส่วนเกิน โดยผู้ประสบภัยส่งหลักฐานภาพถ่ายผ่านระบบดิจิทัล เพื่อรับเงินชดเชยเพิ่มเติมรวมกับก้อนแรกไม่เกิน 100,000 บาท และสิทธิประโยชน์ในสินไหมด้านชีวิต กรณีสมาชิกในครัวเรือนเสียชีวิตจาก 3 ภัยดังกล่าว ได้รับเงินชดเชยรายละ 2,000,000 บาท แก่ทายาทตามกฎหมาย

               แม้ทุกอย่างอาจดูดีหมด สิ่งที่ควรพิจารณาคือ ความคุ้มค่าของค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้น โดยเฉพาะงบประมาณที่ต้องเสียไปกับเบี้ยประกันที่สูงถึงปีละ 15,000 ล้านบาท หรือไม่

               ประเด็นที่สำคัญคือ รัฐบาลตั้งสมมุติฐานว่า รัฐบาลต้องเยียวยาภัยพิบัติที่เกิดขึ้นในประเทศ สูงถึงปีละ 40,000 ล้านบาท โดยเสียค่าเบี้ยประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายปีละ 15,000 ล้านบาท ซึ่งดูแล้วน่าจะเป็นตัวเลขคุ้มค่า

                แต่ประเด็นนี้ยังแฝงไว้ เบี้ยประกันภัยสูงถึง 37.5% ของความคุ้มครอง ทั้งที่มีผู้อภิปราย ในที่ประชุมสภาผู้แทนราษฎรว่าสูงเพียงแค่ 20 % เท่านั้น ซึ่งหากเบี้ยประกันภัยสูงเพียงแค่ 20% ยังนับว่าเป็นเบี้ยประกันภัยที่แพงที่สุดในโลกเมื่อเทียบกับหลายประเทศ

                    โดยหลักทั่วไปแล้ว เบี้ยประกันภัยสำหรับความคุ้มครองความเสียหายที่เกิดจากทรัพย์สิน จะอยู่เพียงแค่ประมาณ 0.05% ถึง 0.2% ของความคุ้มครองเท่านั้น

                     นอกจากนี้แล้ว หากสอบย้อนในทางเอกสารที่เกี่ยวข้อง รัฐบาลใช้งบประมาณเพื่อดูแลช่วยเหลือประชาชนจากภัยพิบัติ เฉลี่ยเพียงแค่ปีละประมาณ 5,300 ล้านบาท

                    ในขณะที่โดยทั่วไปค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทนที่ตัวแทนประกันภัยได้รับจากการที่ลูกค้าเข้าทำสัญญาประกันวินาศภัยกับบริษัทประกัน จะอยู่ที่ประมาณ 10%-30% ของเบี้ยประกันภัยที่บริษัทประกันภัยได้รับจากลูกค้าขึ้นอยู่กับประเภทและชนิดของประกันภัย

                   ดังนั้นหากรัฐบาลจ่ายเบี้ยประกันภัยตามนโยบายประกันภัยพิบัตินี้ ปีละ 15,000 ล้านบาท ค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทนที่ตัวแทนประกันภัยจะได้รับ อาจสูงถึง 1,500 ล้านบาท – 4,500 ล้านบาท ต่อปี

                  ปัญหายังอยู่ตรงที่ว่า ใครจะเป็นผู้ได้รับประโยชน์จากค่าคอมมิชชั่น หรือค่าตอบแทน จากการที่รัฐบาลทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองภัยพิบัติตามนโยบาย หรืออาจจะเป็น ไอ้โม่งผู้อยู่เบื้องหลัง ที่ไม่สามารถหาตัวตนได้ หรืออาจเป็นการตอบแทนบุญคุณของใครที่เคยสนับสนุนและช่วยเหลือเกื้อกูลกันมาแต่ในอดีต

                 แม้นโยบายในการทำประกันภัยเพื่อคุ้มครองภัยพิบัติแห่งชาติ อาจดูดี แต่เมื่อกลัดกระดุมผิดตั้งแต่เม็ดแรกแล้ว กระดุมเม็ดต่อไปจะกลัดผิดทั้งหมด

                 หากรัฐบาลยังขืนดันทุรังทำประกันคุ้มครองภัยพิบัติแห่งชาติ โดยมีสมมุติฐานจากตัวเลขที่ไม่ตรงกับความเป็นจริง สิ่งที่เกิดขึ้นจริงคือ ภาระของประชาชนที่ต้องจ่ายภาษีเพื่อให้รัฐบาลนำเงินไปใช้จ่ายเป็นเบี้ยประกันภัยที่สูงเกินจริง โดยไม่จำเป็น

ดร.รุจิระ บุนนาค

กรรมการผู้จัดการ

Marut Bunnag International Law Office

rujira_bunnag@yahoo.com

Twitter : @RujiraBunnag

Marut Bunnag Copyright @2020

 


เราใช้คุกกี้เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ และประสบการณ์ที่ดีในการใช้เว็บไซต์ของคุณ คุณสามารถศึกษารายละเอียดได้ที่นโยบายความเป็นส่วนตัว และสามารถจัดการความเป็นส่วนตัวเองได้ของคุณได้เองโดยคลิกที่ ตั้งค่า
Cookie policy for development and experience and the experience of use that has previously been studied in detail in the policy and can be controlled by controlling the installation.setting

Privacy Preferences

คุณสามารถเลือกการตั้งค่าคุกกี้โดยเปิด/ปิด คุกกี้ในแต่ละประเภทได้ตามความต้องการ ยกเว้น คุกกี้ที่จำเป็น
You can choose your cookie settings by turning them on/off. Cookies in each category can be customized according to your needs, except for essential cookies.

Allow All
Manage Consent Preferences
  • Always Active

Save

Policy

1. Send only queries related to laws only.
2. Do not use rude words, or words which implicate other persons.
3. The sender of a message to the legal board must be responsible for his/her statement.

เงื่อนไขการใช้งานกระทู้คำถาม

1.สำหรับส่งคำถามที่เกี่ยวกับข้อกฎหมายเท่านั้น
2.ห้ามมีคำหยาบคาย พาดพิงบุคคลอื่น ทำให้เกิดความเสียหาย
3.ผู้ที่ส่งคำถามลงในกระดานกฏหมาย ต้องมีความรับผิดชอบต่อข้อความนั้น